Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

Posted in Uncategorized | 1 Comment

…โลกใบเล็กที่ได้ข้ามผ่าน…

 
….โลกใบน้อยของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน
วัยฝันวันวานบนโลกแต่ละใบย่อมไม่เหมือนกัน…..
…เส้นทางชีวิตคนเรา..ยิ่งซับซ้อนพาดผ่านทางแต่ละทางต่างกัน…
แต่คงมีอยู่บางเส้นทางที่มีคนสองคนได้เคยเดินคู่กันไป….ด้วยกัน
 
 
………..โลกสีขาว
….เราสองยังคงสดใส  เราสองยังคงเยาว์วัย
เราสองเปิดรับสิ่งใหม่  เราสองเปิดใจให้กัน…..
 
 
….ทุกสิ่งกระจ่างสว่างขาว  ทุกสิ่งไร้ทุกข์ไร้เรื่องราว
ทุกสิ่งสวยสพรั่งดั่งดุจดาว บริสุทธิ์ดุจผ้าขาวไร้ราคี…..
 
 
………..โลกสีชมพู
….เราสองก้าวมาใกล้ชิด  เราสองหมายปองต้องจิต
เราสองหวังเคียงคู่คิด  เราสองชีวิตรักกัน….
 
 
….ทุกสิ่งช่างสวยสุดสดใส  ทุกสิ่งอ่อนนุ่มละมุมละไม
ทุกสิ่งบันดาลรักปักกลางใจ  สรรพสิ่งล้วนอยู่ในสีชมพู….
 
 
………..โลกสีฝุ่น
….เราสองปักเสาสร้างหลัก  เราสองก้าวฝ่าอุปสรรค
เราสองยึดมั่นในรัก  เราสองมิจักทิ้งกัน….
 
 
….ทุกสิ่งแม้ลำบากแลแสนเข็ญ  ทุกสิ่งสร้างลำบากทั้งยากเย็น
ทุกสิ่งย่อมมีอุปสรรคจักลำเค็ญ  เราสองยังมั่นครองเป็นคู่รักกัน….
 
 
 
………..โลกสีเทา
..เราสองล้มลุกคลุกคลาน  เราสองกุมมือสอดประสาน
เราสองจักโอบกอดชั่วกาลนาน  เราสองห่มรัตติกาลยามราตรี..
.
เราสองนอนนับหมู่ดาว  เราสองต่างคุยเรื่องราว
เราสองหวนระลึกโลกสีขาว  ซึ่งเราสองสุกสกาวยามเยาว์วัย..
.
..เราสองหวนคนึงคิดพินิจดู  เราสองหวังเคียงครองชีวิตคู่
เราสองหวนระลึกถึงโลกสีชมพู  พลันเราสองต่างพรั่งพรูด้วยน้ำตา..
.
..เราสองร่วมร่างสมสร้างบุญ  เราสองพร้อมผลัดช่วยค้ำจุน
เราสองข้ามผ่านแม้โลกสีฝุ่น  เราสองคอยการุญกันเรื่อยมา..
.
.
..ต่อจากนี้คงไม่มีซึ่งเราสอง  นับจากนี้ไม่มีมือกอดตระกอง
หลังจากนี้ไร้เงาเคยเคียงคู่ครอง  น้ำตานองเพราะโรคร้ายคร่าดวงใจ
 
..คืนนี้คงเป็นเพียงฝันสลาย คืนนี้คงเป็นคืนก่อนเดียวดาย
คืนนี้คงเป็นการกอดครั้งสุดท้าย โอบกอดกายก่อนความตายพรากเจ้าไป..
 
.
.
.
.
.
.
.
.
อยากย้อน…..วันเราสองยังคงสดใส
เวลา……เมื่อเราสองยังคงเยาว์วัย
กลับไป….สู่ช่วงสองเราเปิดรับสิ่งใหม่…
ยามเราสองเปิดใจให้กัน…..
 
 
Posted in ประพันธ์ | 3 Comments

คิดถึงฮีโร่ ที่หายไป…

[ มู ล เ ห ตุ ]

… เดือนก่อนผมได้มีโอกาสดูภาพยนตร์เรื่อง DieHard ภาค 4
ซึ่งก็นับว่าเป็นภาพยนตร์แอคชั่นธรรมดาอีกเรื่องหนึ่งที่ดูแล้วก็ลืมกันไป (ส่วนตัวคิดว่าภาค 2 ที่ป๋าจอห์น แมคเคลน บู๊ในสนามบินสนุกสุดแล้วกระมังครับ)
 
.. ถึง ณ.เวลานี้ ผมจำเนื้อเรื่องมันได้ไม่ชัดเจน แต่ใน ขณะที่ชมอยู่นั้น มีบทสนทนาบทหนึ่งที่ผมรู้สึกคุ้นเคย เหมือนมีบางอย่างค้างคาในใจ จากในอดีต
เป็นบทสนทนาในฉากขับรถ ที่ ไอ้เจ้าแฮกเกอร์ (พระรองของเรื่อง) บ่นถึงความใจเสาะของตนเอง ให้ ป๋าจอห์นฟัง (พระเอกของเรื่อง)…
.
.
.
แฮกเกอร์: "ผมทำไม่ได้ ผมจะบอกให้นะ ผมไม่ใช่ฮีโร่อึดระห่ำ ผมไม่ได้กล้าหาญเหมือนคุณ ผมไม่ใช่แนวนั้น"
ป๋าจอห์น: "ฉันไม่ใช่ฮีโร่นะ ไอ้หนู !! ฉันทำตามหน้าที่เท่านั้น, ฉันถูกยิงปางตาย เจ้านายก็แตะหลังแตะไหล่ชม เยี่ยมๆๆ มากเพื่อน
             โดนเมียหย่า เมียจำนามสกุลเราไม่ได้ ,ลูกก็ไม่อยากคุยด้วย กินข้าวก็กินเหมือนอยู่คนเดียว เชื่อเถอะไม่มีใครอยากเป็นฮีโร่หรอก"
แฮกเกอร์: "งั้นทำไมคุณถึงทำอยู่ล่ะ"
ป๋าจอห์น: "ก็เพราะมันไม่มีคนอื่นทำ นั่นแหละเหตุผลล่ะ เชื่อฉันเถอะ ถ้ามีคนอื่นทำได้ฉันยกให้ทำแล้ว แต่มันไม่มี ไอ้เราเลยต้องทำ…"
แฮกเกอร์: "..…คุณถึงได้เป็นฮีโร่ไง….."
.
.
.
.
 
วูบแรกที่ได้ยินบทสนทนานี้ ความรู้สึกและภาพในอดีตในหัวสมอง มันย้อนถอยหลังไป 14 ปี… ซึ่งขณะนั้นเป็นเด็กหัวเกรียนวัยกำลังสนุก.. อยู่ ม.2  …
 
 
 
[ 2 5 3 6 ]
 
สำหรับผม, แดดช่วงบ่ายสองของหน้าหนาว ยังคงร้อนแรงแผดเผา แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังคงเป็นช่วงเวลาพัก/ช่วงเวลาอิสระ ของบรรดาเหล่าลูกเสือ-เนตรนารี
ที่ได้มาเข้าค่ายพักแรมกันที่โรงเรียน ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นฯ..
เรื่องเกิดจากเด็กชายกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง ปรึกษาหารือกันบางอย่าง…
 
ผม: เฮ้ย, อากาศร้อนหว่ะ จะมาเข้าค่ายลูกเสือกันทำไมร้อนๆวะ
ปิ๊ก: กูว่าพวกเรารีบๆไปอาบน้ำกันเหอะ เดี๋ยวหมดเวลาพักแล้วต้องเรียกเข้าแถวช่วงเย็นอีก
พีท: มึงดูๆ, คนแน่นห้องน้ำชิบหาย, กูว่าค่อยไปอาบตอนใกล้ๆเรียกแล้วกัน คนโล่ง อาบสบายหว่ะ
มล: ไอ้พีทมึงจะบ้าเหรอ เดี๋ยวแต่งชุดไม่ทัน ได้ใส่กางเกงในเข้าแถวหรอกมึง, กูว่าไปอาบน้ำตรงคลองแถวหอกูดีกว่า ไม่มีคนด้วย
ทุกคน: เออๆ ดี ไปกันหมดนี่แหละ ไปกัน 5-6 คน เล่นน้ำคลองกันดีกว่าหว่ะ
 
กลุ่มเด็กชายที่มีสมาชิก 5-6 คน พลางเดินแอบๆไปข้างหลังโรงเรียน มุ่งหน้าไปยังสวนบริเวณท้ายโรงเรียนที่อุดมไปด้วยแมกไม้นานาชนิด จิตใจมุ่งหวังไปยังที่หอของไอ้มล [ ไอ้มล -เพื่อนไอ้ปิ๊ก, บ้าเพลงแรป และการแดนซ์ยิ่งชีพทั้งคู่] ที่ข้างหอมัน มีคลองกว้าง8-10เมตรสายหนึ่ง พาดผ่านเป็นเส้นทางน้ำหล่อเลี้ยงชุมชนแถวหลังโรงเรียนเหล่านั้น
.
.
.
กลุ่มเด็กชายผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า หลายคนเหลือแต่กางเกงใน ในขณะที่บางคนตั้งใจลงน้ำทั้งๆชุดที่ใส่อยู่
ทุกคนพร้อมที่จะกระโดดลงคลองอันแสนชุ่มฉ่ำเพื่อชำระล้างร่างกาย หลังจากออกแรงทำกิจกรรมมาทั้งวัน
…ผู้นำทีมกระโดดน้ำไอ้แก่ไอ้พีท [ไอ้พีท – เพื่อนที่บ้าบอลทั้งการดูบอล และการเตะบอล เป็นชีวิตจิตใจ, ปัจจุบันอวบระยะสุดท้าย] กระโดดด้วยความมั่นใจในความเป็นสปอร์ตแมนของมัน บวกกับความคุ้นเคยในคลองที่มันเคยได้มาเล่นกับผองเพื่อนกันตั้งหลายครั้งหลายคราแล้ว…
 
กร: ไอ้พีทแม่งไวชิบหาย ไม่รอกันเลย
ทุกคน: เออ, เราก็รีบๆลงกันซักที เด่วก็ไม่ทันกลับไปเข้าแถวหรอก
 
..ทุกคนทยอยกันลงเล่นน้ำ บ้างก็ยังนั่งอ้อยอิ่งอยู่บนศาลาริ่มตลิ่ง บางก็อยู่ในน้ำเป็นที่เรียบร้อย…
..เหล่าเด็กชายส่งเสียงเฮฮา เจี๊ยวจ๊าว…..เสียงเพื่อนๆในกลุ่มเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานระคนความสะใจ ที่ได้อาบน้ำแบบไม่มีใครมาคอยแย่งตักน้ำกัน,
..แต่ในเสียงเฮฮาเจี๊ยวจ๊าวทั้งหมด…..ไม่มีเสียงไอ้พีทรวมอยู่ในกลุ่มด้วย….
 
ปิ๊ก: ไอ้เหี้ยพีทมันไปไหนวะ ตะกี้กูเห็นมันโดดน้ำอยู่แว่บๆ
กร: เฮ้ย, ไอ้พีทอยู่นั่นไง!! นั่นมันแกล้งจมน้ำป่าววะ!!
 
….
…ภาพที่ทุกคนเห็นคือ เด็กชาย พีท ที่กระโดดไปกลางคลองเป็นคนแรก ตอนนี้กำลังโผล่มือมาเหนือน้ำ ตีน้ำกระจายไปทั่ว!!….พยายามโผล่หัวขึ้นมาเหนือน้ำบางจังหวะเพื่อหวังให้พ้นน้ำ เพื่อหวังร้องตะโกน "ช่วยด้วย",
แต่เสียงที่สำลักน้ำ ย่อมไม่อาจบ่งบอกเป็นคำพูดอะไรได้…หากคะเนเวลาในตอนนั้น, มันคงเริ่มจมน้ำมาได้เกือบนาทีนึงแล้ว
เสียงเฮฮาเจี๊ยวจ๊าวของกลุ่มเด็กชาย พลันเปลี่ยนเป็นเสียงร้องเอะอะโวยวายเอ็ดตะโร ร้องเรียกคนแถวนั้นให้มาช่วยเพื่อนที่กำลังจะจมน้ำตาย!!!..
.
.
.
เสียงในหัวผมเริ่มดังขึ้นมา
"ไอ้พีทมันจมน้ำแน่ๆ, ถึงไอ้บ้านี่มันขี้เล่นไม่เข้าเรื่อง แต่นี่มันจมจริงนี่หว่า ไม่ได้ล้อเล่นเหมือนคราวก่อน, นี่ใครจะไปช่วยมันวะเนี่ย  เฮ้ย, เดี๋ยวมันตายแน่ เราไม่ไปช่วยมัน แล้วใครจะช่วยวะ"
……..ไม่น่าเชื่อว่าสมองคนเราสั่งการความคิดทั้งประโยค ให้เล่นอยู่ในสมองไม่ถึงหนึ่งวินาทีก็ประมวลผลออกมาเป็นการตอบสนองให้ร่างกาย กระโจนลงไปกลางคลอง แบบไม่มีตรรกะอื่นใดมารองรับ คิดอย่างเดียวว่า "เพื่อนกำลังจะตาย"
 
ขณะผมว่ายไปถึงกลางคลอง อาจเนื่องจากงี่เง่าใส่กางเกงขายาวลงเล่นน้ำ บวกกับอาการอ่อนล้าของขาที่ได้วิ่งมาครึ่งค่อนวัน และอารามรีบร้อนว่าย
ส่งผลให้เกิดอาการตะคริวกินขาไปเสียหนึ่งข้าง!! ขาที่แข็งเกร็งจากการเป็นตะคริวเปรียบเสมือนตุ้มถ่วงฉุดลากร่างกายให้เริ่มจมดิ่ง!!
เปลี่ยนสถานะจากผู้ที่จะพยายามช่วยเหลือ เป็นผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในทันที ทั้งๆที่ยังว่ายไม่ถึงตัวเพื่อน แต่ก็พยายามดิ้นรน พยายามตะกุยน้ำไม่ยั้งเพื่อว่ายเข้าไปใกล้..
 
ทันทีที่ถึงตัวเพื่อน ร่างกายรับรู้ในพริบตาถึงมือเพื่อนที่กำลังตะกุยน้ำและคว้าทุกอย่างที่ขวางหน้า กอดทุกอย่างที่ขวางหน้าด้วยสัญชาติญาณการดิ้นรนให้มีชีวิตรอด
ทันทีที่มือเพื่อนโผเข้ากอดร่างกาย เพื่อนก็รัดเราประหนึ่งเหมือนเป็นห่วงยางชูชีพ ซึ่งเราไม่ใช่, เมื่อมือกอดรัด-ตะกาย-และคว้า ส่งผลให้เกิดการจมน้ำทั้งคู่
ถึงแม้จะเป็นตอนกลางวันแสกๆ แต่ในโลกใต้ผืนน้ำคลองสีขุ่นนั้น ผมมองไม่เห็นสิ่งใดเลยนอกจากมือและแขนที่กอดรัดจนตัวเราเริ่มสำลักน้ำไปด้วย
ผลของการกอด ทำให้ความคิดในสมองอันน้อยๆของผม เกิดความเข้าใจอย่างนึงว่า
"เห็นในข่าวบ่อยๆ เวลาคนจมน้ำแล้วมีคนว่ายไปช่วยมักจะตายกันเป็นคู่ คงเป็นเพราะกอดกันไปคว้ากันมาจนจมน้ำตายนี่เอง"
….อีกครั้งที่ความคิดไวกว่าการกระทำ ไม่น่าเชื่อว่าสมองคนเราจะคิดเป็นเรื่องราวได้ขนาดนั้นภายในเวลาไม่ถึงเสี้ยวของเสี้ยววินาทีภายใต้สถานการณ์ย่ำแย่,
ผลของความคิดนั้นใหญ่หลวงยิ่งนัก มันส่งผลให้ร่างกายพยายามอยู่เฉยๆอย่างนิ่งๆ มีสติ จัดระเบียบร่างกาย เพื่อให้ยืนอยู่ใต้น้ำได้อย่างมั่นคง ฝ่าเท้าสัมผัสและปักลงโคลนเลนลื่นๆ ประหนึ่งเหมือนปักเสาใต้น้ำ ส่งผลให้เพื่อนได้เกาะร่าง ทะลึ่งตัว โผล่หายใจเหนือน้ำได้
…ความรู้สึกในช่วงวินาทีที่ยืนอยู่นั้น ร่างกายกายรับรู้ถึงความผ่อนคลายในการกอดรัดของเพื่อน ทำให้คิดเล็กๆว่า ไอ้พีทมันคงรอดแล้วหล่ะ แต่กูดิ ตายแน่ๆ….
 
…..สักพักเท่าที่ลมหายใจยังพอจะทนอยู่ได้ เห็นว่าเพื่อนคงสูดอากาศเข้าไปได้บ้างแล้ว พลันใช้ขาข้างที่ไม่เป็นตะคริวถีบเพื่อนจากใต้น้ำ หวังส่งร่างมันให้ลอยไปติดริมตลิ่งอีกฝั่งนึง คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะช่วยได้ ไม่เช่นนั้นคงเป็นเสายืนตายใต้น้ำจากการกอดรัด….
 
…..เมื่อหลุดจากเพื่อนแล้ว ที่เหลือคือการเอาชีวิตรอดของตนเอง ด้วยขาที่ใช้การได้เพียงข้างเดียว,
และเป็นครั้งที่สาม ที่สมองหวนระลึกถึงตอนเล่นน้ำในสระว่ายน้ำ นึกถึงท่านอนหงายกรรเชียงที่ใช้ลอยคอบ่อยๆตอนหมดแรง  ซึ่งในตอนนั้นคิดเล่นๆว่า ถ้าเรือแตกว่ายน้ำไม่ไหวกลางทะเล จะใช้ท่านอนหงายกรรเชียงนี้แหละ ลอยไปเรื่อยๆเอาตัวรอด……ซึ่งตอนนี้ได้ใช้จริงในคลอง!!!
 
….นอนหงายลอยคอกลางคลองแล้วพลางคิดว่า เราคงไม่ตายง่ายๆแน่ๆ ถ้าลอยไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็มีคนช่วยเรา พลางยกหัวเหลือบดูเพื่อนๆกำลังวิ่งวุ่นโวยวายอยู่ริมตลิ่งที่ห่างออกไปร้อยเมตร, มองไปด้านซ้าย เห็นชาวบ้านแถวนั้นกำลังวิ่งออกมาจากเรือน, พอเห็นเช่นนั้นเริ่มใจชื้น สมองก็พลันคิดตะโกนว่า Help me! Help me! แทนการร้อง ช่วยด้วยๆ แต่ชะงักปากไว้ทันเพราะคิดว่า นี่ไม่ใช่เวลาเล่น….
…..เอ่อ…นี่คือความคิดของเด็กชายคนนึงที่กำลังอยู่ในเหตุการณ์จมน้ำนะครับ……-_-‘….ใจมันทำด้วยอะไรวะนั่น 555
 
สุดท้าย ไอ้พีทได้คนแถวนั้นจ้ำเรือมาช่วยให้ได้เกาะเรือให้รอดตาย, ส่วนผม ได้ไม้ไผ่ที่ยื่นยาวจากริมตลิ่ง ยื่นมาให้คว้า เพื่อลากเข้าฝั่ง
รอดตายทั้งคู่
..จากนั้นในระยะเวลาสองสัปดาห์ ชาวบ้านแถวนั้นเอาไปคุยกันต่อๆกันมาจนถึงหูอาจารย์->โดนเรียกผู้ปกครอง->มอบโล่ห์ให้ผู้ใหญ่บ้านที่พายเรือมาช่วย+ประจานให้คนทั้งโรงเรียนได้เห็นเด็กชายเห่ยๆสองคนที่จมน้ำ ให้ถูกล้อไปเป็นเดือน….
 
ภายหลังถามไอ้พีท มันบอกมันตกใจที่กระโดดน้ำกลางคลองแล้วเท้าไม่ถึงพื้น ยิ่งพยามเหยียบพื้นก็ยิ่งจม-ยิ่งตกใจ-ยิ่งตกใจก็ยิ่งพยายามเหยียบพื้น วนเวียนจนเกิดการจมน้ำ
ทั้งๆที่มันว่ายน้ำได้ในระดับเซียนกว่าเราแท้ๆ แต่เพราะว่าความตกใจนี่เอง ทำให้เกิดสติแตกขึ้นมาจนเกือบจมน้ำเสียชีวิต…
และอีกอย่างหนึ่งที่มันเล่าให้ฟัง มันบอกว่า ตอนนั้นมันสำลักน้ำหมดแรงคิดว่าตายแน่แล้ว ได้มึงเนี่ยแหละช่วยให้กูได้หายใจต่อชีวิตอีกเฮือกนึง ได้ฟังแล้วถึงกับอึ้งปนอาย พลางนึกว่าเรานี่มันเห่ยโดยแท้ จะไปช่วยเค้าเสือกตะคริวกินจนไปด้วยกัน ไม่ต้องมาชมหรือติดบุญคุณอะไรกันเลย สิ่งที่ทำได้ก็เท่าที่ทำไปนั่นแหละ
เอาไว้ถ้ากูกระโจนลงไปช่วยแล้วลากมึงขึ้นฝั่งได้อย่างเทพ ตอนนั้นค่อยมาชมกันดีกว่า😀
 
 
[ ภ า ย ห ลั ง ]
 
ในคืนแรกที่หัวถึงหมอนหลังจากเกิดเหตุการณ์ ในใจพลางคิดหาคำตอบของเหตุการณ์ทั้งหมด
 
— ตระหนักว่า "สติ" ของคนเรามีผลยิ่งกว่าทุกสิ่ง, ภายใต้เหตุการณ์เฉียดตาย เวลาจะดำเนินอย่างเชื่องช้าพอให้เราได้คิด นั่นเพราะเรามี "สติ-รู้ตัว", เป็นธรรมะที่รู้ได้ด้วยประสพการณ์จริง โดยไม่มีใครสอน
 
— ตระหนักว่า "การเตรียมพร้อม", "การจำลองเหตุการณ์" และ "การทดลองทำเรื่องไร้สาระในหลายๆเรื่อง" บางครั้งดูเหมือนว่าจะไม่ได้ใช้ แต่เมื่อถึงเวลา เราจะนึกถึงมันได้อย่างอัตโนมัติ, ไม่น่าเชื่อว่า เด็กชายคนนึงที่ลอยคอเล่นๆในสระน้ำพลางคิดว่า นี่คือวิธีเอาตัวรอดตอนเรือแตก กลับช่วยชีวิตเค้าได้
 
ซึ่งสองข้อที่กล่าวข้างต้น ดำรงอยู่ในตัวผมมาจวบจนทุกวันนี้
แต่มีอยู่ข้อหนึ่ง เป็นคำถามที่ผมแทบจะลืมมันไปจากหัวใจตั้งแต่ในคืนวันนั้น
 
"ทำไมผมถึงว่ายออกไปหวังจะช่วยเพื่อน ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย"
 
…คำตอบในคืนนั้น ตอบอย่างไร้เดียงสาต่อโลก, เป็นคำตอบง่ายๆที่ไม่ได้ปรุงแต่งอะไรเลย คำตอบมีเพียงแค่ว่า
 
"เราไม่ช่วย แล้วใครจะช่วยมันวะ"..
 
ไม่มีการคิดถึงบุญคุณ ไม่มีการคิดถึงเรื่องราวในอดีต ไม่มีการหวังเอาหน้า ไม่ได้อยากเป็นฮีโร่
ทุกอย่างถูกคิด และตัดสินใจภายในเสี้ยววินาที
แค่ไม่อยากให้เพื่อนตายโดยไม่มีใครช่วย และไม่ได้หวังว่าเราจะต้องตายจากการไปช่วยมัน
ทุกอย่างจบอยู่ตรงแค่ว่ายกระโจนออกไปหาเพื่อน…
 
 
[ 14 ปี ต่อมาจากวันนั้น ]
 
…เหตุการณ์ในวัยเด็กเป็นเหมือนเรื่องเหลือเชื่อทุกๆครั้งที่นึกถึง…
14 ปีผ่านมา, ชีวิตได้เจอเรื่องราวต่างๆอีกมากมาย, ดีเลวคละเคล้ากันไป
จิตใจบริสุทธิ์สดใสในวัยเด็กต้องเติบโตอย่างทรหดอดทนผ่านมรสุมเมฆหมอกสีเทาของชีวิตสังคมเมือง…
 
…คำถามที่อยากถามตัวเองในตอนนี้ นั่นคือถ้าเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมในเวลาปัจจุบัน
ตัวผม…จ ะ ก ร ะ โ จ น ว่ า ย เ ข้ า ไ ป ห า โ ด ย ไ ม่ ยั้ ง…เหมือนเด็กชายคนนั้นเมื่อ 14 ปีก่อนหรือเปล่า
.
.
เด็กคนนั้นเป็นเหมือนฮีโร่ของผม เค้าไม่ได้เก่งกาจ เค้าไม่อยากเป็นฮีโร่หรืออยากโด่งดังอะไร ไม่ได้หวังบุญคุณจากสิ่งไหน
ช่วงเวลาในชีวิตช่วงนั้น เค้าแค่อยากและพร้อมที่ช่วยเพื่อนด้วยทุกสิ่งที่เค้าพึงกระทำได้ ด้วยกำลังเท่าที่เค้ามี
.
.
.
เค้าเป็นฮีโร่ของผม…..ที่หายไป…
.
.
.
Posted in Life | Leave a comment

ความมันส์ในการปั่นจักรยานบนท้องถนนกรุงเทพ

(…เสียงปรบมือดังก้อง ในขณะบันทึกเทปรายการหนึ่ง…)

พิธีกร:  สวัสดีครับท่านผู้ชม และแฟนรายการฯ พบกันอีกแล้วในรายการของเรานะครับ…
วันนี้เราจะมาทำความรู้จักคนธรรมดาๆคนหนึ่งกับ จักรยาน และ เรื่องราวบนท้องถนนของเขากันนะครับ…

แขกรับเชิญ: ครับ สวัสดีทุกท่าน ทั้งที่บ้าน และในห้องส่ง, ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ

พีธีกร: เอาหล่ะ! เริ่มกันเลยดีกว่า, คุณเก่ง.. เอ่อ ขออนุญาติเรียกว่า คุณเก่ง แล้วกันนะครับ ช่วยเล่าประวัติความเป็นมา ของจักรยานคันนี้สักนิดนึงครับ

แขกรับเชิญ: คือเริ่มแรก ผมก็มีอยู่คันนึงหน่ะครับ ซื้อมาเมื่อ 7 ปีก่อนนู้น เป็นเสือภูเขา TREK 4300 ซึ่งหายไปเมื่อ ปีก่อนนี้เอง,
ช่วงที่ไม่มีจักรยานปั่น เหมือนกับชีวิตผมมันขาดพลังยังไงไม่ทราบ มันท้อแท้ มันไม่ค่อยมีแรงทำอะไร

ผมก็เพิ่งได้มีโอกาสได้ซื้อคันใหม่ เมื่อต้นเดือน พฤศจิกายน ’49 นี่เองครับ ซื้อยี่ห้อเดิม แต่รุ่นดีขึ้นมาหน่อย คือ รุ่น TREK 6500 …หมดไปหลายหมื่นอยู่เหมือนกัน

พิธีกร: อืม..เดี๋ยวครับ, ผมติดใจนิดนึง ตรงที่บอกว่า ไม่ได้ปั่นจักรยาน แล้วมันจะเป็นจะตายอะไรขนาดนั้นเลยหรือครับ เกินไปนิดส์นึงหรือเปล่า ช่วยขยายความหน่อยครับ

แขกรับเชิญ: มันก็ไม่ขนาดนั้นหน่ะครับ, คือต้องอธิบายนิดนึงก่อนว่า พื้นฐานคนเราไม่เหมือนกัน บางคนอาจทำงานอดิเรกอย่างอื่น แต่สำหรับผม การได้ปั่นจักรยาน มันเหมือนกับเป็นการสร้างพลัง และละลายความท้อแท้ในใจได้หน่ะครับ

เพราะเวลาผมได้ใช้พลังงาน จากร่างกาย ในการปั่นระยะทางไกลๆ มันทำให้เราได้รู้สึกถึงความเหนื่อยยาก ได้รู้สึกถึงพลังและแรงงานที่ร่างกายมนุษย์สามารถทำงานได้ เหมือนได้สัมผัสถึงความลำบากในชีวิต, ในหัวสมองของผมตอนนั่งอยู่บนเบาะจักรยาน ก็ไม่ได้คิดอะไรไป มากกว่า“ปั่นต่อไป…ไปให้ถึง” หรือไม่ก็คิดว่า “หัวใจจงสูบฉีดโลหิต ปอดจงสูบอากาศ ร่างกายจงเคลื่อนไหว” คิดซ้ำๆ วนๆ เวียนๆ เหมือนตอกย้ำทางความคิด

จากนั้น…ความรู้สึกเมื่อถึงที่หมายปลายทาง มันเหมือนได้ทำอะไรบางอย่างสำเร็จได้ด้วยตัวเองหน่ะครับ มันเป็นความสำเร็จเล็กๆน้อยๆทีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ซึ่งผมคิดว่า เมื่อสะสมความรู้สึกนี้ไปเรื่อยๆ มันเหมือนว่า โลกนี้ก็ไม่มีอะไรที่จะหยุดเราได้ หากเรายังไม่หมดความพยายามหน่ะครับ ……

พิธีกร: ฟังแล้วค่อนข้างเวอร์นิดนึงนะครับ แต่ก็เอาเถอะครับ คนเราคิดไม่เหมือนกัน อันนี้ผมเข้าใจ….แสดงว่าคุณเก่ง ผูกพันกับจักรยานมากสินะครับ

แขกรับเชิญ: มันก็ไม่ได้ถึงขนาดผูกพันอะไร แบบในนิยายขนาดนั้นหรอกนะครับ แต่ผมเห็นว่า มันเป็นสิ่งของสิ่งนึงที่ถ่ายทอดความรู้สึกและตัวตนของผมลงไปได้
คงประมาณว่า จิตรกร ต้องมี ผ้าใบและภู่กัน, นักร้อง ที่ต้องมีไมค์โครโฟน อะไรแบบนั้นมากกว่าครับ

ที่สำคัญ คือในช่วงเวลาสำคัญต่างๆของชีวิตผม หลายๆฉาก ผมมักมีไอ้เจ้าจักรยานคู่กายของผม อยู่ข้างกายบ่อยๆ
มันเลยทำให้เหมือนเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยรื้อฟื้นความทรงจำในลิ้นชักสมอง ของผมได้ดีหน่ะครับ

พิธีกร: เอ…. ฟังดูน่าสนใจนะครับ, ช่วยยกตัวอย่างให้ผมเข้าใจอีกสักนิดนึงจะได้ไหมครับ?

แขกรับเชิญ: อย่างช่วงไปเปิดติวรุ่นน้อง, ช่วงสอบเข้าลาดกระบัง, ช่วงหกอัก หรือช่วงไหนๆ ถ้าผมความจำไม่เลอะเลือน ผมว่าผมเดินทางไปไหนมาไหนได้พบ/ได้กระทำ เหตุการณ์เหล่านั้น ด้วยการเดินทางโดยจักรยานหน่ะครับ… สมองผมคงบันทึกข้อมูลได้ดีตอนใช้แรงงานกระมัง 555+

พิธีกร: ไปติวรุ่นน้อง หรือไปสอบ ผมยังพอเข้าใจ แต่อกหัก มันเกี่ยวอะไรด้วยครับ?

แขกรับเชิญ: ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ผมเล่าคร่าวๆ ข้ามไปตรงจุดไคลแมกซ์เลยแล้วกัน, ลองนึกภาพมิวสิควิดีโอน้ำเน่าซักเรื่อง มีแบคกราวน์เป็นฉากฝนตกพรำๆ มีไอ้บ้าคนนึงปั่นจักรยานลุยฝนหนาวสั่น ไปติดไฟแดงตรงสี่แยก จอดอยู่ข้างๆรถยนต์คันหนึ่ง….พอเหลือบสายตามองผ่านกระจกที่ขึ้นฝ้า ก็เห็นคนหน้าตาคุ้นเคยคนหนึ่ง กำลังนั่งอย่างมีความสุขบนรถยนต์คันหรู หน่ะครับ…. เอ..ผมเล่าแค่นี้คงพอกระมังครับ
คงไม่ต้องเล่าเนื้อเรื่องก่อนหน้า หรือ ต่อจากนั้นหรอกมั้ง….เล่าไปก็ไม่ได้ช่วยให้ผมลืมเสียหน่อย

พิธีกร: ครับๆ ไม่เล่าก็ไม่เล่า….เอาเป็นว่าคุณมีจักรยานคันที่ว่า เป็นพาหนะคู่กายตลอดมา ก็แล้วกัน
ว่าแต่คุณช่วยตอบคำถามผมหน่อยเถอะ… ทำไมคุณไม่ซื้อรถ หรือซื้อมอเตอร์ไซค์ หน่ะหรือว่าคุณไม่มีตังค์ซื้อ?

แขกรับเชิญ: คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิต ที่ผมเจอเลยนะครับ, ก่อนอื่นผมบอกก่อนเลยว่า ไม่ใช่ผมไม่มีตังค์…เรื่องเงินหน่ะผมมี
เพราะถ้าผมไม่เอาตังค์ไปซื้อจักรยาน เปลี่ยนเอาไปซื้อมอไซค์ หรือดาวน์รถยนต์คันย่อมๆซักคันนึงก็ยังได้….จักรยานผมไม่ใช่ถูกๆนะ

แต่ผมเบื่อครับ ผมเบื่อกับชีวิตที่มันต้องอยู่บนท้องถนนอย่างไร้ชีวิต ไร้พลัง ไร้แรงจูงใจ เบื่อชีวิตที่ต้องเป็นทาส ขสมก. และตำรวจจราจร
เบื่อชิวิตที่ต้องเป็นหุ่นยนต์ เบื่อความเครียดสะสม บนท้องถนนกรุงเทพ
ผมว่าถ้าเยาวชนชองชาติได้ซึมซับความไร้พลัง ความไร้ชีวิตของเดินทางบนท้องถนนในบ้านเราบ่อยๆเข้า เค้าคงขาดพลังในการผลักดันอย่างอื่น หรือไม่ก็คง ซึมซับความล่าช้าและความไม่ตรงต่อเวลาเข้าไปในสายเลือด ไม่ก็ซึมซับความเช้าชามเย็นชาม อย่างที่ข้าราชการไทยทำให้เห็นอยู่บ่อยๆ แน่ครับ

ทั้งหมดนี้มันเกี่ยวกับการจราจรในบ้านเราทั้งนั้น, ผมไม่เคยเห็นเด็กที่โตในกรุงเทพซักคนเลย ที่เวลาไปสายที่ไหนแล้วจะไม่อ้างคำว่า “รถมันติด” ทั้งๆที่มันก็ติดอยู่อย่างนั้นทั้งปีทั้งชาติ
ผมเองก็เกิดและโตในกรุงเทพ ผมเครียดและเบื่อทุกครั้งตั้งแต่เด็กจนโต ว่าเมื่อไรกรุงเทพ รถมันจะไม่ติดซักที
จนกระทั่งวันนึงผมได้ปั่นจักรยานบนท้องถนน นับแต่นั้นมา ผมเลยได้เสพถึงความสุดยอดในการเดินทางด้วยจักรยานนับแต่นั้นมาครับ ไม่ต้องง้อ น้ำมัน ไม่ต้องง้อรถติด ใช้เพียงแค่แรงกาย และแรงใจก็ไปถึงจุดหมายได้เหมือนกัน

พิธีกร: แล้วคุณเคยเกิดอุบัติเหตุบ้างไหมครับ ผมว่ามันน่าอันตรายออกนะ ปั่นจักรยานบนถนน…

แขกรับเชิญ: ในสายตาคนภายนอก ผมว่ามันก็ดูน่าอันตรายนะครับ แต่สำหรับผม หรือท่านอื่นที่เค้าปั่นกัน ผมว่าคงคิดเหมือนๆกันว่า มันอันตรายน้อยกว่าขับมอเตอร์ไซค์เยอะครับ
เพราะความเร็วเต็มที่ที่เราจะปั่นได้ มันก็ไม่ได้เร็วมากแบบมอเตอร์ไซค์ เราปั่นชิดซ้ายขอบถนน หรือขึ้นฟุตบาทบ้างบางโอกาส
และที่สำคัญ บนท้องถนนกรุงเทพนั้น ไม่มีทางที่จะเจอรถยนต์วิ่งเร็วๆหรอกครับ ติดไฟแดงตลอดศก
พูดง่ายๆคือ โอกาสเกิดอุบัติเหตุน้อยกว่ามอเตอร์ไซค์เยอะครับ

แต่ปัญหาที่แท้จริงของอุบัติเหตุของจักรยานบนท้องถนน มันอยู่ที่ “พื้นถนน” มากกว่าครับ
ผมว่า วิสัยทัศน์ และ ความคิดของผู้ที่มีหน้าที่ในด้านนี้ ค่อนข้าง “คิดน้อย” มากๆครับ, เพราะถนน ในท้องถนนกรุงเทพ มันค่อนข้างจะเรียกได้ว่า วิกฤต มากๆ
ไม่ว่าจะเป็นไหล่ทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อ, ฝาท่อระบายน้ำที่ไม่เรียบกับพื้นถนนและมีน้ำขัง, ตะแกรงระบายน้ำที่เป็นร่องตามยาว ตามแนวล้อจักรยาน (เผลอตกร่อง ก็มีแต่ล้มคว่ำเท่านั้น)
หรือตลอดจนไบค์เลน (เลนสำหรับขับจักรยานโดยเฉพาะ) ที่เคยผลักดันกันอยู่พักหนึ่ง ก็ยังไม่ได้เรื่องได้ราวเลยครับ

ผมอ่านข่าวต่างประเทศ เอาแค่เพื่อนบ้านของเรา, เวียดนาม, ก็พอครับ
ระบบขนส่งและการจราจรขั้นพื้นฐานของเค้า กำลังจะล้ำหน้าเมืองไทยไปแล้ว
ก็คงเพราะวิสัยทัศน์แคบๆ และมัวแต่คอร์รับชั่นกันกระมังครับ เลยทำให้พวกเค้า “คิดเยอะๆ” ไม่เป็นกัน…. หรือเค้าแกล้ง จงใจโง่ ก็ไม่ทราบได้เหมือนกัน

พิธีกร: แสดงว่าคุณเคยเจออุบัติเหตุบนท้องถนนเหมือนกัน ใช่ไหมครับ?

แขกรับเชิญ: ครับ, แต่อุบัติเหตุทุกครั้งไม่เคยเกิดจากรถยนต์คันอื่นๆเลย เกิดจากพื้นถนน ทั้งสิ้น
ผมเคยเจอถนน ที่อยู่ๆ ก็เป็นหลุมลึกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาคว่ำหลายตลบ
เคยเจอถนน ที่ไหล่ทาง อยู่ๆก็เป็นเหวสูงหนึ่งฟุตขึ้นมา เหมือนว่างบทำไหลท่างมันหมดตรงนั้น พอดี
เคยเจอ ตะแกรงระบายน้ำ ที่ไม่ทราบว่า เอาหัวแม่เท้าคิดหรืออย่างไร ถึงต้องวางแนวตะแกรงตามยาว ทั้งๆที่วางแนวตามขวางก็ใช้งานได้ไม่ต่างกัน และปลอดภัยกว่าด้วย, ล้อผมติดเข้าร่องก็ล้มกลิ้งลูกเดียว

ล่าสุดที่ผมล้มอยู่เมื่อวาน ก็เจอทางรถไฟ เฉียงตัดกับทางรถยนต์หน่ะครับ ล้อก็ติดเข้าร่องทางรถไฟแล้วก็คะมำตามระเบียบ ได้แผลที่ขาเหวะหว่ะ และระบมทั่วตัวเลย

พิธีกร: โห…แล้วอย่างนี้ไม่เข็ดขยาดบ้างหรือไงครับ ผมว่ามันอันตรายออกนะ

แขกรับเชิญ: ก็มีบ้างครับ, แต่เทียบกับประโยชน์ที่เราได้รับแล้ว ผมคิดว่ามันคุ้มมากกว่า มากมาย เพราะผมคิดว่าอุบัติเหตุ เกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าเราประมาท หรืออุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอด ถ้ามันจะเกิด
ดูอย่างระเบิดแปดจุดทั่วกรุงเทพสิครับ ผมว่าน่ากลัวกว่าปั่นจักรยานอีก เพราะอยู่ๆก็โดนแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเลย

พิธีกร: อืมๆ พูดถึงระเบิด, อันนั้นก็น่ากลัวเหมือนกันครับ ได้ยินข่าวมาว่า คุณเก่ง เกือบโดนระเบิดเหมือนกันนี่นา?

แขกรับเชิญ: คิดแล้วก็ยังเสียวๆอยู่เลยครับ, วันเกิดเหตุวันนั้นผมเดินเล่นแถวเสาวรีย์ชัยกับเพื่อนอยู่พอดี ดีที่ขึ้นรถไฟฟ้ามาสยายมพารากอนก่อน ไม่อย่างนั้นอาจมีลูกหลงเหมือนกัน
แต่พอมาห้าง ซักพักก็จำต้องกลับ เพราะห้างปิดไล่ ไอ้ผมกับเพื่อนก็ดันแร่ดๆ จะไปที่อื่นต่อ ไม่ว่าจะ เซ็นทรัลชิดลม, สวนลุมไนท์ฯ, ซึ่งเป็นจุดเป้าหมายทั้งนั้นเลย ….จะเรียกว่าดวงดีก็ได้ครับที่รอดระเบิดมาหน่ะ….
แต่เอ๊ะ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องจักรยานและท้องถนนกรุงเทพนี่ครับ!

พิธีกร: อ่าครับ…งั้นเข้าเรื่องต่อดีกว่า….ผมว่าคุณปั่นในเมืองมันเกิดอุบัติเหตุเยอะนะครับ ผมเห็นส่วนใหญ่เค้าชอบปั่นกันชมนกชมไม้ ดูทิวทัศน์ หรือไม่ก็ไปแข่งขันกันตามสนามต่างๆ
ทำไมคุณเก่งไม่ทำแบบนั้นบ้างครับ

แขกรับเชิญ: อืม… ผมเห็นส่วนใหญ่เค้าก็ปั่นกันแบบนั้นนะครับ แต่อย่างว่า, คนเราความชอบต่างกัน
สำหรับผม ให้ไปปั่นแบบนั้น มันไม่สนุกสำหรับผม เพราะผมไม่ได้ต้องการปั่นเพื่อสุขภาพ หรือปั่นชมนกชมไม้ หรือเพื่อการแข่งขัน
แต่ของผม มันเกิดจากความพยายามที่จะหลีกหนีออกจากระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพ เสียมากกว่าครับ
แล้วความสนุกมันก็ค่อยๆเกิดขึ้นจากจุดนั้น ไม่ว่าจะเป็นการลัดเลาะซอกซอนไปตามรถติด, การกระโดดขึ้นลงตามฟุตบาท, การปั่นขึ้นสะพานสูงๆต่างๆ, การได้ปั่นท่ามกลางแสงสีของไฟในยามราตรีของถนนสองข้างทาง เป็นอะไรที่ผมคิดว่ามันสวยงามมากครับ

ความรู้สึกคงเหมือนกับคนที่ปั่นไปตามชนบท แล้วชมวิวทิวทัศน์มั้งครับ ผมคิดว่าคงเหมือนกัน แต่ผมชอบแบบนี้มากกว่า

พิธีกร: ความชอบของคนเราก็แตกต่างกันจริงๆครับ, พูดไปแล้วก็ตลก ที่ผมเห็นบางคน เค้าซื้อจักรยานราคาแปด-เก้าหมื่น มาเพื่ออวดกันว่า ใครแพงกว่ากัน
สุดท้ายก็ปั่นรอบหมู่บ้านรอบนึงแล้วก็จอดเก็บ

แขกรับเชิญ: คงเป็นความชอบส่วนตัวของเค้ากระมังครับ คนเรายิ่งไม่มีอะไร ยิ่งอยากชดเชยปมด้อยตรงจุดนั้น
เค้าไม่ได้ทำร้ายใครก็ปล่อยให้เค้าอวดรวยและสนุกไปกับจินตนาการของเขาไปเถิด

พิธีกร: ครับ, คุณนี่มองโลกในแง่ดีจริงนะครับ, ว่าแต่คุณเก่ง มีเรื่องฮาๆ อะไรเกี่ยวกับจักรยาน หรือบนท้องถนนพอจะเล่าให้เราฟังได้ไหมครับ?

แขกรับเชิญ: จะว่าไปก็มีเยอะเหมือนกันนะครับ เอาเรื่องที่ผมเจอบ่อย ซักเรื่อง-สองเรื่องก็แล้วกัน
เรื่องแรก ผมให้ชื่อเรื่องว่า “กูก็หนึ่งในตองอูเหมือนกัน”….
คือเรื่องมันมีอยู่ว่า เวลาผมปั่นจักรยานไปตามถนนที่ไหนๆ แล้วผมเจอจักรยานคันอื่นๆ ที่ปั่นด้วยความเร็วไม่เร็วมากนัก ผมก็จำต้องแซงเค้าไป เนื่องจากผมจำเป็นต้องรักษาระดับความเร็วให้ได้คงที่ตลอดหน่ะครับ
แต่ทุกครั้งที่แซงไป เน้นเลยนะครับว่า “ทุกครั้ง” พวกจักรยานเหล่านั้นก็จะพยายามอัดเอาเป็นเอาตาย เพื่อที่จะแซงคืนให้ได้ พอแซงพ้นก็กลับมาเชื่องช้าเหมือนเดิมอีก
ซึ่งผมรำคาญมากๆ ผมถือว่าเป็นการรบกวนเส้นทางและการรักษาความเร็วของผม ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมเค้าไม่รู้จักประมาณตนตัวเค้าเอง ว่าเค้าปั่นแค่ไหนก็แค่นั้น ไม่จำเป็นต้องไล่ตามคนอื่นเพียงเพราะอยากโชว์,  ที่ผมแซง ก็ไม่ได้หมายความว่าผมดูถูกพวกเขา แต่เป็นเพราะประมาณตนว่าผมปั่นอยู่ด้วยความเร็วนั้นเรื่อยมา
คนอื่นก็เคยแซงผมบ่อยๆ ผมก็ไม่เห็นต้องใส่ใจ เพราะถ้าเค้าจะไปด้วยความเร็วของเค้า ก็เรื่องของเค้า แต่ผมไปด้วยความเร็วของผม นั่นก็คือเรื่องของผม

เวลาผมเจอคนพวกที่ปั่นเร็วบ้าง ช้าบ้าง, มึงแซงกู กูแซงมึง แบบนี้ผมชักจะเริ่มเบื่อ….
พอผมเริ่มเบื่อผมก็จะใส่ความเร็วสูงสุดเท่าที่ผมจะทำได้ เพื่อแซงไปให้พ้นหูพ้นตา ไม่ให้เห็นฝุ่น (มึงตามได้มึงเก่ง)
เพราะถ้าทิ้งให้ไอ้พวกเร็วบ้างช้าบ้างเพียงเพราะอยากโชว์พวกนี้ ตามมาพัวพัน ตัดไม่ขาด คงเกิดอุบัติเหตุทางใดสักทางกับผมแน่ๆครับ

พิธีกร: หึๆ เด็ดขาดมากครับ เปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น “ตีงูต้องตีให้ตาย” ดีกว่ามั้งครับ

แขกรับเชิญ: อันนั้นโหดไปมั้งครับผมว่า, ผมไม่ได้กะจะตีงูซักหน่อย ผมก็แค่ไม่ชอบคนที่ไม่รู้จักประมาณตน ก็แค่นั้นเอง
ส่วนอีกเรื่องที่จะเล่า ก็คงเป็นเรื่องเบาสมองหน่อยๆครับ ชื่อเรื่อง “คันนี้ซื้อที่โลตัส”
เรื่องมันมีอยู่ว่า ไม่ว่าจะไปที่ไหน ถ้าผมลองได้จอด แล้วมีคนอยู่ใกล้ๆ ไม่ว่าจะเป็น พี่ยาม, คนที่อยู่ตามป้ายรถเมล์, พี่วินมอไซค์ ฯลฯ
มักจะด้อมๆมองๆ พร้อมกับยิงคำถามยอดฮิตว่า “คันนี้ซื้อมากี่บาท?”

ซึ่งจะเป็นว่าเป็นประโยคง่ายๆ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
แต่อย่าลืมว่า “ราคายิ่งสูง ยิ่งล่อตาโจร” แล้วทำไมผมต้องบอกราคาให้ล่อตาล่อโจร ด้วยหล่ะ ถึงคนถามไม่ใช่โจรก็เหอะ แต่จะรู้ได้ไงว่าคนแถวนั้นไม่มีโจร? กันไว้ดีกว่าแก้ครับ

ดังนั้นคำตอบมาตรฐานที่ควรตอบ ก็คือ
“ไม่กี่พันบาทครับ”
“ไม่รู้เหมือนกัน มันแถมมากับรถกระบะ”
“อู้ย คันนี้ญาติให้มา ราคาถูกๆ”
“คันนี้ซื้อที่โลตัส หน่ะครับ เจ็ดแปดพันเอง”
ฯลฯ
สรุปคือ จำต้องบอกราคาให้มันต่ำเข้าไว้ อย่างน้อย ให้มันต่ำกว่าราคาโทรศัทพ์มือถือแหละ ยิ่งดี (พี่ไปขโมยมือถือคุ้มกว่า เชื่อผม!)

ถ้าไม่ใช่เพื่อน, คนรู้จัก, หรือ ญาติสนิท   ไม่จำเป็นต้องบอกราคาจริงให้เค้ารู้หรอกครับ อันตรายเปล่าๆ

พิธีกร: จักรยานคันก่อนของคุณเก่ง ก็โดนขโมยไปเหมือนกันนี่ครับ อย่างนี้ยิ่งระแวงเลยสิ

แขกรับเชิญ: อ่อ คงไม่กระมังครับ ไม่ขนาดนั้น

พิธีกร: ครับ, มาถึงช่วงสุดท้ายของรายการแล้วครับ คุณแก่ง มีอะไรจะฝากบอก หรือ กล่าวอะไรกับผู้ชม ผู้ฟัง บ้างไหมครับ

แขกรับเชิญ: อืม… ก็คงไม่มีอะไรมากหรอกครับ เอาเป็นว่า
ถ้าคุณเป็นผู้ว่า กทม. ผมขอให้คุณช่วยทำถนนให้มันดี หน่อยเถิดครับ หรือ เห็นใจพาหนะเล็กๆบนท้องถนนบ้าง
ถ้าคุณเป็นคนที่รู้จักผมคนนึง ผมขอให้คุณเข้าใจผม ว่าผมปั่นจักรยานเพราะอะไร ผมคิดยังไง
ถ้าคุณเป็นคนนึงที่ปั่นจักรยานเหมือนกัน ผมขอเล่าเพื่อแบ่งปันความรู้สึกบนท้องถนนร่วมกันกับผมก็แล้วกัน
ถ้าคุณเป็นคนนึงที่ปั่นจักรยานแล้วโดนผมแซง ผมอยากบอกแค่ว่า ผมไม่ได้สู้กับคุณ ผมกำลังสู้กับตัวผมเองอยู่
ถ้าคุณเป็นใครซักคนที่ไม่รู้จักกับผม ผมอยากบอกแค่ว่า คุณไม่มีทางได้รู้ถึงราคาที่แท้จริงของจักรยานคนๆนั้นหรอกครับ ถ้าคุณไม่สนิทหรือไม่รู้จักกับเขา
ถ้าคุณเป็นใครซักคนที่กำลังลังเลในการซื้อจักรยานให้ลูก ผมอยากบอกแค่ว่า สนับสนุนเค้าเถิดครับ สร้างกำลัง และ พลังจากตัวคนข้างใน แทนที่วัตถุภายนอกของโลกทุนนิยม มันเป็นเรื่องดีซะกว่า, เพราะตอนนี้ เยาวชนเวียดนามกำลังจะแซงเราไปไกลแล้วครับ

ขอบคุณทุกท่านที่รับชม รับฟัง จนจบครับ

พิธีกร: ครับ, ขอบคุณคุณเก่งมากครับ สำหรับวันนี้
พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า เวลาเดียวกันนี้นะครับ สวัสดีครับ….

(…ปิดม่าน พร้อมกับไฟที่หรี่ลงเรื่อยๆ…ก่อนที่จะตัดเข้าโฆษณา….)

Posted in Life | 3 Comments

..หน้าหนาวที่แสนเศร้า..

…ด้วยประสาทการรับรู้ของข้าพเจ้า…หน้าหนาว มีกลิ่นที่เฉพาะตัว กลิ่นของหน้าหนาวให้ความรู้สึกแห้งและเย็น ผสมกลิ่นหญ้าอ่อนๆ โชยมากับลมที่วูบไหวมาเป็นระยะ…
ความรู้สึกเช่นนี้เหมือนจะชักนำพาให้ตัวข้าพเจ้าได้ย้อนกลับไปเจอะเจอเพื่อนเก่า………..
 
[ อากาศแสนสดใสในวัยประถม ]

… เข้าหน้าหนาวคราใด, ข้าพเจ้าและเด็กๆอีกมากมายเพลิดเพลินยิ่งนักกับการที่ได้ใส่เสื้อกันหนาวแสนอบอุ่น ..
..และสำหรับเด็กน้อยนั้น  หน้าหนาวก็เปรียบได้เสมือนเทศกาลแห่งวันหยุด, การไปเที่ยว, และงานรื่นเริง..
ยิ่งใกล้วันคริสมาส และวันปีใหม่ ยิ่งมีความสุขกับการได้เดินไปซื้อของมาตกแต่งบอร์ดหลังห้อง ให้เข้ากับเทศกาล…
….ตัดกระดาษสีสวยเป็นรูปต้นคริสมาส, เอาโฟมเม็ดเล็กๆสีขาวและสำสีขาวสะอาดมาโรยให้ทั่วเสมือนว่าเป็นหิมะที่แสนนุ่ม…
ทุกคนเอาอาหารจากบ้านมาคนละอย่างสองอย่างแล้วกินเลี้ยงกันในห้องเรียน… ห้องเรียนที่แสนจะน่าเบื่อก็สามารถกลับกลายเป็นสถานที่ ที่แสนสนุกสนานรื่นเริงได้เหมือนกันแฮะ…
 
[ อุณหภูมิที่แสนสบายในวัยมัธยม ]

… เสื้อกันหนาวที่มาพร้อมกับหน้าหนาว ยังคงเป็นแฟชั่นยอดนิยมอยู่เสมอไม่เสื่อมคลาย…
เทศกาลแห่งการแลกของขวัญ และงานรื่นเริง ยังคงเป็นเรื่องที่มีคุณค่าแก่การระลึกถึงอยู่เสมอ…
แสงไฟหลากสี ประดับประดาไปทั่วทุกแห่ง และ เมโลดี้เสียงเพลงจิงเกอร์เบล กับ เพลงสวัสดีปีใหม่ แว่วมาให้ได้ยินสร้างความรื่นรมย์และความเสนาะหูให้แก่ข้าพเจ้าได้ไม่น้อย..
 
[ ลมหนาวแห่งความเงียบเหงาในวัยรุ่น ]

… ชีวิตที่เริ่มเติบโตไปพร้อมๆกับความว่างเปล่าของข้าพเจ้าเริ่มพัดมาเยือน..
ลมหนาวในประสาทการรับรู้ของข้าพเจ้า รับรู้ได้ว่ามันพัดพามาพร้อมกับความเงียบ, ปัดเปาความอบอุ่นจากหัวใจให้มอดดับลง…
..แสงไฟที่ประดับประดาตามสถานที่ต่างๆ และเสียงเพลงอันแสนไพเราะในเทศกาล มิอาจเข้ามาถึงประสาทการรับรู้ของข้าพเจ้าได้อีกต่อไป
ข้าพเจ้ามองเห็นเป็นเพียงแสงไฟสีเทาและเสียงได้ยินเสียงเพลงที่แสนเศร้า แว่วยินมาจากที่ๆข้าพเจ้ามองไม่เห็น..
 
รายการทีวี และเทศกาล ณ. สถานที่สำคัญตามจุดต่างๆในกรุงเทพ ช่างเต็มไปด้วยความสุข สนุกรื่นเริง…
แต่สำหรับข้าพเจ้า, ในบางปี มีเพียงเพื่อนเพียงคนเดียว ที่มันมาเยี่ยมเยียนทักทาย และร่วมนับถอยหลังขึ้นปีใหม่อยู่หน้าจอโทรทัศน์ พร้อมน้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยวหนึ่งห่อ
…ทีวี คงเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมต่อให้ตัวข้าพเจ้า ได้รับรู้ถึงการคงอยู่ของเทศกาลรื่นเริงในสังคม…
 
…ในหลายๆปี ข้าพเจ้ามีเพียงจักรยานคู่ใจ เพียงคันเดียวที่สามารถนำพาให้ข้าพเจ้าเดินทางไปสู่สถานที่แห่งเทศกาลต่างๆได้
.. จักรยานคันหนึ่งกับคนอีกคนหนึ่ง เดินทางไปสถานที่สำคัญต่างๆของกรุงเทพ เดินทางเพื่อไปหาแสงและเสียงแห่งความสุข ดังเช่นที่เคยได้ยินในวัยเด็ก
ข้าพเจ้าออกแรงปั่นไปที่หนึ่ง… ปั่นไปอีกที่หนึ่ง…ปั่นไปอีกที่หนึ่ง….เหงื่อโทรมกายและร่างกายที่เย็นจากลมหนาว…เดินทางเพื่อค้นหาต่อไปเรื่อยๆ
โดยหวังว่าจะเจอในไม่ช้า….แต่ยิ่งข้าพเจ้าไปหลายที่เท่าใด ก็ยิ่งเหมือนกำลังวิ่งอยู่ในอุโมงค์อันมืดมิด ไร้ซึ่งแสงสว่างจากปลายอุโมงค์เท่านั้น…
 
…ประสาทการรับรู้ของข้าพเจ้าเริ่มตีบตัน สายตาไม่อาจมองหาแสงไฟ และหูไม่อาจได้ยินเสียงเหล่านั้นอีกต่อไป…ข้าพเจ้าคงไม่มีหวัง ข้าพเข้าคงค้นหาไม่มีวันเจอ…
 
[ ชีวิตที่เหลืออยู่ ]

…ด้วยประสาทการรับรู้ของข้าพเจ้า…หน้าหนาว มีกลิ่นที่เฉพาะตัว กลิ่นของหน้าหนาวให้ความรู้สึกแห้งและเย็น ผสมกลิ่นหญ้าอ่อนๆ โชยมากับลมที่วูบไหวมาเป็นระยะ…
ความรู้สึกเช่นนี้เหมือนจะชักนำพาให้ตัวข้าพเจ้าได้ย้อนกลับไปเจอะเจอเพื่อนเก่า – เพื่อนเก่าของข้าพเจ้าคือความเหงา….
Posted in Life | 3 Comments

สุนทรียภาพของการใช้ชีวิต กับ ความอยู่รอดของชิวิต

..สิ่งที่ผมตอบได้ยาก, ปฏิบัติและดำรงได้ยากในชีวิตของผม มักเกี่ยวข้องกับตัวเลือกสองอย่างนี้เสมอๆ
นั่นคือ
 
"ใช้ชีวิตอย่างมีสุนทรียภาพ หรือ ใช้ชีวิตเพื่อการอยู่รอด"
 
 
ก่อนอื่น, คำว่า "สุนทรียภาพ" ในความหมายของตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง
 
"ความงามในธรรมชาติหรืองานศิลปะ ที่แต่ละบุคคลสามารถเข้าใจและรู้สึกได้, ความเข้าใจและรู้สึกของแต่ละบุคคลที่มีต่อความงามในธรรมชาติหรืองานศิลปะ."
 
นั่นคือการใช้ชีวิตอย่างมีสุนทรียภาพ คือการใช้ชีวิตให้สามารถเสพความงามในแง่มุมต่างๆได้อย่างรื่นรมย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกิน, การอยู่ ตลอดจนไปถึงเรื่องของการวางตัว และปฏิบัติตัวในสังคม
 
ในทางกลับกัน การ "ใช้ชิวิตเพื่อการอยู่รอด" มันอาจจะไม่ได้คำนึงถึงความงามในแง่มุมต่างๆของการใช้ชีวิตเลยก็ได้…..
 
 
ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เค้าช่างใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และเสพกับความงามในสิ่งต่างๆได้เสมอๆ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกอาหารการกิน การเลือกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย, หรือการเลือกที่อยู่อาศัย ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านั้น นับว่าเค้าเลือกได้อย่าง ละเมียดละไม และ เหมาะสมตามฐานะของเขา…..
ชีวิตช่างมีความสุขได้แม้กับสิ่งเล็กๆน้อยๆรอบๆตัว…. ผมจึงมองว่าเค้าใช้ชีวิตได้อย่างมีสุนทรีภาพ
และนั่นเป็นสิ่งจูงใจให้ผมเคยได้ลองเฉียดๆดูการใช้ชีวิตของเขา และพยายามสร้างนิสัยที่มีสายตาอันละเอียดรอบคอบในการมองหาถึงความงามที่ซ่อนอยู่ในสิ่งต่างๆ และเลือกเสพได้อย่างพิถีพิถัน
 
ในทางกลับกัน, พื้นเพ…อุปนิสัย…และการใช้ชีวิตของผม ค่อนข้างจะเกิดมาจากการ "ใช้ชิวิตเพื่อการอยู่รอด" เสียเป็นส่วนใหญ่….
…ความหมายคือ ไม่เลือกวิธีการ ไม่เลือกวิธีปฏิบัติ.. ขอเพียงบรรลุวัตถุประสงค์หลักเป็นอันจบ…
ซึ่งในความหมายโดยเบื้องต้น ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ดี เพื่อการดำรงชิวิตที่สมถะ, เรียบง่าย, และไม่หวือหวา… แต่บางครั้ง มันอาจบ่มเพาะนิสัยให้เราเป็นคนแข็งกระด้าง และขาดความพิถีพิถันได้โดยง่าย….
 
 
ความรู้สึกของการใช้ชีวิตเพื่ออยู่รอด เป็นสิ่งแรกของความคิดของผม
ดังเช่นทุกวันนี้ ผมกินอาหารเมนูเดิมๆซ้ำๆเป็นสัปดาห์ได้ เพียงเพราะคำนึงถึงแค่ว่า "อิ่ม" มาก่อน "อร่อย" หรือ "น่ากิน"….
ผมซื้อเสื้อผ้าแบบเดียวกันสอง-สามชุดได้โดยไม่คิดว่ามันจะ "ดูดี" ไปมากกว่า "มันคือเครื่องนุ่งห่ม"…
ผมมีชีวิตแบบเดิมๆที่ไม่ต้องเพิ่มเติมอะไรมาก เพราะคิดเพียงว่า หากสิ่งที่ทำไปมันมันสามารถทำให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้ก็จงทำต่อไป ไม่ต้องแต่งเติม
ฯลฯ
.
.
บ่อยๆเข้า ย่อมก่อให้เกิดความ เรียบง่ายแต่แข็งกระด้าง – อยู่รอดแต่ไร้ซึ่งสีสันในจิตใจ – เห็นต้นไม้แค่ "ไม้" มิใช่ "ความมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิต"…..
.
.
.
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมพยายามหาคำตอบ และหาความลงตัวที่พอดีของการใช้ชีวิต ว่าในชีวิตคนเรานั้น,
สิ่งใดควรเป็นสิ่งที่เราควรทำ "เพื่อการอยู่รอด" และสิ่งใดที่เราสมควรทำ "เพื่อยกระดับจิตใจ"
 
เพราะถ้าหากเราขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป หรือเราทำสิ่งหนึ่งมากเกินไปกว่าอีกสิ่งหนึ่ง…
สมดุลของชีวิตและจิตวิญญาณเรา ก็ไม่อาจเรียกได้ว่า "การใช้ชิวิต" ก็เป็นได้
 
ผมเองก็กำลังพยายาม และค้นหาคำตอบอยู่ครับ
Posted in Life | Leave a comment

แผนภูมิ Enneagram แสดงบุคลิกภาพ

(วันนี้ขอนำเสนอเนื้อหากึ่งๆ วิชาการซักนิดหนึ่ง)
ผมขอนำเสนอแผนภูมิ Enneagram ที่ซึ่งเป็นแผนภูมิวัดและทดสอบบุคลิกภาพทั้ง 9 แบบของมนุษย์
 
 
สำหรับผู้ที่เริ่มเข้าไปครั้งแรก ก็ลองๆ ทำแบบทดสอบดูละกันครับ ว่าคุณเป็นคนไทป์ไหน
ผมว่ามันแม่นยิ่งกว่าเสี่ยงเซียมซีเสียอีก (ไปที่เมนู "แบบทดสอบ" -> กดปุ่ม Start)
 
แผนภูมินี้ ผมทำความเข้าใจและเรียนรู้มันมา 7-8 ปีแล้ว นับว่าเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่เหมาะสำหรับทำความเข้าใจ กับอุปนิสัยและพฤติกรรมของคนรอบข้าง…ตลอดจนทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเองว่าเป็นคนเช่นไร
 
การเรียนรู้ทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์ใด้ดีนับว่ามีประโยชน์มากครับ…
เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า "จิตใจมนุษย์ – ยากแท้หยั่งถึง" เป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงไปเลยแม้แต่น้อย เพราะมนุษย์มีความหลากหลาย…อีกทั้งมนุษย์ เป็นสัตว์สังคม ที่ต้องมีการพึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งบางครั้งอาจมีปัญหากระทบกระทั่งกัน เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาเจ้านาย-ลูกน้อง, ปัญหาระหว่างคู่รัก , ปัญหาระหว่างเพื่อนฝูง ฯลฯ
 
ดังนั้นถ้าเราทำความเข้าใจทั้งตัวเอง และ คนรอบข้างให้ดีแล้ว เราอาจจะเข้าใจถึงปัญหา และเห็นหนทางแก้ไขเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีต่อไปได้ครับ….
 
 
Posted in Uncategorized | 1 Comment