คิดถึงฮีโร่ ที่หายไป…

[ มู ล เ ห ตุ ]

… เดือนก่อนผมได้มีโอกาสดูภาพยนตร์เรื่อง DieHard ภาค 4
ซึ่งก็นับว่าเป็นภาพยนตร์แอคชั่นธรรมดาอีกเรื่องหนึ่งที่ดูแล้วก็ลืมกันไป (ส่วนตัวคิดว่าภาค 2 ที่ป๋าจอห์น แมคเคลน บู๊ในสนามบินสนุกสุดแล้วกระมังครับ)
 
.. ถึง ณ.เวลานี้ ผมจำเนื้อเรื่องมันได้ไม่ชัดเจน แต่ใน ขณะที่ชมอยู่นั้น มีบทสนทนาบทหนึ่งที่ผมรู้สึกคุ้นเคย เหมือนมีบางอย่างค้างคาในใจ จากในอดีต
เป็นบทสนทนาในฉากขับรถ ที่ ไอ้เจ้าแฮกเกอร์ (พระรองของเรื่อง) บ่นถึงความใจเสาะของตนเอง ให้ ป๋าจอห์นฟัง (พระเอกของเรื่อง)…
.
.
.
แฮกเกอร์: "ผมทำไม่ได้ ผมจะบอกให้นะ ผมไม่ใช่ฮีโร่อึดระห่ำ ผมไม่ได้กล้าหาญเหมือนคุณ ผมไม่ใช่แนวนั้น"
ป๋าจอห์น: "ฉันไม่ใช่ฮีโร่นะ ไอ้หนู !! ฉันทำตามหน้าที่เท่านั้น, ฉันถูกยิงปางตาย เจ้านายก็แตะหลังแตะไหล่ชม เยี่ยมๆๆ มากเพื่อน
             โดนเมียหย่า เมียจำนามสกุลเราไม่ได้ ,ลูกก็ไม่อยากคุยด้วย กินข้าวก็กินเหมือนอยู่คนเดียว เชื่อเถอะไม่มีใครอยากเป็นฮีโร่หรอก"
แฮกเกอร์: "งั้นทำไมคุณถึงทำอยู่ล่ะ"
ป๋าจอห์น: "ก็เพราะมันไม่มีคนอื่นทำ นั่นแหละเหตุผลล่ะ เชื่อฉันเถอะ ถ้ามีคนอื่นทำได้ฉันยกให้ทำแล้ว แต่มันไม่มี ไอ้เราเลยต้องทำ…"
แฮกเกอร์: "..…คุณถึงได้เป็นฮีโร่ไง….."
.
.
.
.
 
วูบแรกที่ได้ยินบทสนทนานี้ ความรู้สึกและภาพในอดีตในหัวสมอง มันย้อนถอยหลังไป 14 ปี… ซึ่งขณะนั้นเป็นเด็กหัวเกรียนวัยกำลังสนุก.. อยู่ ม.2  …
 
 
 
[ 2 5 3 6 ]
 
สำหรับผม, แดดช่วงบ่ายสองของหน้าหนาว ยังคงร้อนแรงแผดเผา แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังคงเป็นช่วงเวลาพัก/ช่วงเวลาอิสระ ของบรรดาเหล่าลูกเสือ-เนตรนารี
ที่ได้มาเข้าค่ายพักแรมกันที่โรงเรียน ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นฯ..
เรื่องเกิดจากเด็กชายกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง ปรึกษาหารือกันบางอย่าง…
 
ผม: เฮ้ย, อากาศร้อนหว่ะ จะมาเข้าค่ายลูกเสือกันทำไมร้อนๆวะ
ปิ๊ก: กูว่าพวกเรารีบๆไปอาบน้ำกันเหอะ เดี๋ยวหมดเวลาพักแล้วต้องเรียกเข้าแถวช่วงเย็นอีก
พีท: มึงดูๆ, คนแน่นห้องน้ำชิบหาย, กูว่าค่อยไปอาบตอนใกล้ๆเรียกแล้วกัน คนโล่ง อาบสบายหว่ะ
มล: ไอ้พีทมึงจะบ้าเหรอ เดี๋ยวแต่งชุดไม่ทัน ได้ใส่กางเกงในเข้าแถวหรอกมึง, กูว่าไปอาบน้ำตรงคลองแถวหอกูดีกว่า ไม่มีคนด้วย
ทุกคน: เออๆ ดี ไปกันหมดนี่แหละ ไปกัน 5-6 คน เล่นน้ำคลองกันดีกว่าหว่ะ
 
กลุ่มเด็กชายที่มีสมาชิก 5-6 คน พลางเดินแอบๆไปข้างหลังโรงเรียน มุ่งหน้าไปยังสวนบริเวณท้ายโรงเรียนที่อุดมไปด้วยแมกไม้นานาชนิด จิตใจมุ่งหวังไปยังที่หอของไอ้มล [ ไอ้มล -เพื่อนไอ้ปิ๊ก, บ้าเพลงแรป และการแดนซ์ยิ่งชีพทั้งคู่] ที่ข้างหอมัน มีคลองกว้าง8-10เมตรสายหนึ่ง พาดผ่านเป็นเส้นทางน้ำหล่อเลี้ยงชุมชนแถวหลังโรงเรียนเหล่านั้น
.
.
.
กลุ่มเด็กชายผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า หลายคนเหลือแต่กางเกงใน ในขณะที่บางคนตั้งใจลงน้ำทั้งๆชุดที่ใส่อยู่
ทุกคนพร้อมที่จะกระโดดลงคลองอันแสนชุ่มฉ่ำเพื่อชำระล้างร่างกาย หลังจากออกแรงทำกิจกรรมมาทั้งวัน
…ผู้นำทีมกระโดดน้ำไอ้แก่ไอ้พีท [ไอ้พีท – เพื่อนที่บ้าบอลทั้งการดูบอล และการเตะบอล เป็นชีวิตจิตใจ, ปัจจุบันอวบระยะสุดท้าย] กระโดดด้วยความมั่นใจในความเป็นสปอร์ตแมนของมัน บวกกับความคุ้นเคยในคลองที่มันเคยได้มาเล่นกับผองเพื่อนกันตั้งหลายครั้งหลายคราแล้ว…
 
กร: ไอ้พีทแม่งไวชิบหาย ไม่รอกันเลย
ทุกคน: เออ, เราก็รีบๆลงกันซักที เด่วก็ไม่ทันกลับไปเข้าแถวหรอก
 
..ทุกคนทยอยกันลงเล่นน้ำ บ้างก็ยังนั่งอ้อยอิ่งอยู่บนศาลาริ่มตลิ่ง บางก็อยู่ในน้ำเป็นที่เรียบร้อย…
..เหล่าเด็กชายส่งเสียงเฮฮา เจี๊ยวจ๊าว…..เสียงเพื่อนๆในกลุ่มเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานระคนความสะใจ ที่ได้อาบน้ำแบบไม่มีใครมาคอยแย่งตักน้ำกัน,
..แต่ในเสียงเฮฮาเจี๊ยวจ๊าวทั้งหมด…..ไม่มีเสียงไอ้พีทรวมอยู่ในกลุ่มด้วย….
 
ปิ๊ก: ไอ้เหี้ยพีทมันไปไหนวะ ตะกี้กูเห็นมันโดดน้ำอยู่แว่บๆ
กร: เฮ้ย, ไอ้พีทอยู่นั่นไง!! นั่นมันแกล้งจมน้ำป่าววะ!!
 
….
…ภาพที่ทุกคนเห็นคือ เด็กชาย พีท ที่กระโดดไปกลางคลองเป็นคนแรก ตอนนี้กำลังโผล่มือมาเหนือน้ำ ตีน้ำกระจายไปทั่ว!!….พยายามโผล่หัวขึ้นมาเหนือน้ำบางจังหวะเพื่อหวังให้พ้นน้ำ เพื่อหวังร้องตะโกน "ช่วยด้วย",
แต่เสียงที่สำลักน้ำ ย่อมไม่อาจบ่งบอกเป็นคำพูดอะไรได้…หากคะเนเวลาในตอนนั้น, มันคงเริ่มจมน้ำมาได้เกือบนาทีนึงแล้ว
เสียงเฮฮาเจี๊ยวจ๊าวของกลุ่มเด็กชาย พลันเปลี่ยนเป็นเสียงร้องเอะอะโวยวายเอ็ดตะโร ร้องเรียกคนแถวนั้นให้มาช่วยเพื่อนที่กำลังจะจมน้ำตาย!!!..
.
.
.
เสียงในหัวผมเริ่มดังขึ้นมา
"ไอ้พีทมันจมน้ำแน่ๆ, ถึงไอ้บ้านี่มันขี้เล่นไม่เข้าเรื่อง แต่นี่มันจมจริงนี่หว่า ไม่ได้ล้อเล่นเหมือนคราวก่อน, นี่ใครจะไปช่วยมันวะเนี่ย  เฮ้ย, เดี๋ยวมันตายแน่ เราไม่ไปช่วยมัน แล้วใครจะช่วยวะ"
……..ไม่น่าเชื่อว่าสมองคนเราสั่งการความคิดทั้งประโยค ให้เล่นอยู่ในสมองไม่ถึงหนึ่งวินาทีก็ประมวลผลออกมาเป็นการตอบสนองให้ร่างกาย กระโจนลงไปกลางคลอง แบบไม่มีตรรกะอื่นใดมารองรับ คิดอย่างเดียวว่า "เพื่อนกำลังจะตาย"
 
ขณะผมว่ายไปถึงกลางคลอง อาจเนื่องจากงี่เง่าใส่กางเกงขายาวลงเล่นน้ำ บวกกับอาการอ่อนล้าของขาที่ได้วิ่งมาครึ่งค่อนวัน และอารามรีบร้อนว่าย
ส่งผลให้เกิดอาการตะคริวกินขาไปเสียหนึ่งข้าง!! ขาที่แข็งเกร็งจากการเป็นตะคริวเปรียบเสมือนตุ้มถ่วงฉุดลากร่างกายให้เริ่มจมดิ่ง!!
เปลี่ยนสถานะจากผู้ที่จะพยายามช่วยเหลือ เป็นผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในทันที ทั้งๆที่ยังว่ายไม่ถึงตัวเพื่อน แต่ก็พยายามดิ้นรน พยายามตะกุยน้ำไม่ยั้งเพื่อว่ายเข้าไปใกล้..
 
ทันทีที่ถึงตัวเพื่อน ร่างกายรับรู้ในพริบตาถึงมือเพื่อนที่กำลังตะกุยน้ำและคว้าทุกอย่างที่ขวางหน้า กอดทุกอย่างที่ขวางหน้าด้วยสัญชาติญาณการดิ้นรนให้มีชีวิตรอด
ทันทีที่มือเพื่อนโผเข้ากอดร่างกาย เพื่อนก็รัดเราประหนึ่งเหมือนเป็นห่วงยางชูชีพ ซึ่งเราไม่ใช่, เมื่อมือกอดรัด-ตะกาย-และคว้า ส่งผลให้เกิดการจมน้ำทั้งคู่
ถึงแม้จะเป็นตอนกลางวันแสกๆ แต่ในโลกใต้ผืนน้ำคลองสีขุ่นนั้น ผมมองไม่เห็นสิ่งใดเลยนอกจากมือและแขนที่กอดรัดจนตัวเราเริ่มสำลักน้ำไปด้วย
ผลของการกอด ทำให้ความคิดในสมองอันน้อยๆของผม เกิดความเข้าใจอย่างนึงว่า
"เห็นในข่าวบ่อยๆ เวลาคนจมน้ำแล้วมีคนว่ายไปช่วยมักจะตายกันเป็นคู่ คงเป็นเพราะกอดกันไปคว้ากันมาจนจมน้ำตายนี่เอง"
….อีกครั้งที่ความคิดไวกว่าการกระทำ ไม่น่าเชื่อว่าสมองคนเราจะคิดเป็นเรื่องราวได้ขนาดนั้นภายในเวลาไม่ถึงเสี้ยวของเสี้ยววินาทีภายใต้สถานการณ์ย่ำแย่,
ผลของความคิดนั้นใหญ่หลวงยิ่งนัก มันส่งผลให้ร่างกายพยายามอยู่เฉยๆอย่างนิ่งๆ มีสติ จัดระเบียบร่างกาย เพื่อให้ยืนอยู่ใต้น้ำได้อย่างมั่นคง ฝ่าเท้าสัมผัสและปักลงโคลนเลนลื่นๆ ประหนึ่งเหมือนปักเสาใต้น้ำ ส่งผลให้เพื่อนได้เกาะร่าง ทะลึ่งตัว โผล่หายใจเหนือน้ำได้
…ความรู้สึกในช่วงวินาทีที่ยืนอยู่นั้น ร่างกายกายรับรู้ถึงความผ่อนคลายในการกอดรัดของเพื่อน ทำให้คิดเล็กๆว่า ไอ้พีทมันคงรอดแล้วหล่ะ แต่กูดิ ตายแน่ๆ….
 
…..สักพักเท่าที่ลมหายใจยังพอจะทนอยู่ได้ เห็นว่าเพื่อนคงสูดอากาศเข้าไปได้บ้างแล้ว พลันใช้ขาข้างที่ไม่เป็นตะคริวถีบเพื่อนจากใต้น้ำ หวังส่งร่างมันให้ลอยไปติดริมตลิ่งอีกฝั่งนึง คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะช่วยได้ ไม่เช่นนั้นคงเป็นเสายืนตายใต้น้ำจากการกอดรัด….
 
…..เมื่อหลุดจากเพื่อนแล้ว ที่เหลือคือการเอาชีวิตรอดของตนเอง ด้วยขาที่ใช้การได้เพียงข้างเดียว,
และเป็นครั้งที่สาม ที่สมองหวนระลึกถึงตอนเล่นน้ำในสระว่ายน้ำ นึกถึงท่านอนหงายกรรเชียงที่ใช้ลอยคอบ่อยๆตอนหมดแรง  ซึ่งในตอนนั้นคิดเล่นๆว่า ถ้าเรือแตกว่ายน้ำไม่ไหวกลางทะเล จะใช้ท่านอนหงายกรรเชียงนี้แหละ ลอยไปเรื่อยๆเอาตัวรอด……ซึ่งตอนนี้ได้ใช้จริงในคลอง!!!
 
….นอนหงายลอยคอกลางคลองแล้วพลางคิดว่า เราคงไม่ตายง่ายๆแน่ๆ ถ้าลอยไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็มีคนช่วยเรา พลางยกหัวเหลือบดูเพื่อนๆกำลังวิ่งวุ่นโวยวายอยู่ริมตลิ่งที่ห่างออกไปร้อยเมตร, มองไปด้านซ้าย เห็นชาวบ้านแถวนั้นกำลังวิ่งออกมาจากเรือน, พอเห็นเช่นนั้นเริ่มใจชื้น สมองก็พลันคิดตะโกนว่า Help me! Help me! แทนการร้อง ช่วยด้วยๆ แต่ชะงักปากไว้ทันเพราะคิดว่า นี่ไม่ใช่เวลาเล่น….
…..เอ่อ…นี่คือความคิดของเด็กชายคนนึงที่กำลังอยู่ในเหตุการณ์จมน้ำนะครับ……-_-‘….ใจมันทำด้วยอะไรวะนั่น 555
 
สุดท้าย ไอ้พีทได้คนแถวนั้นจ้ำเรือมาช่วยให้ได้เกาะเรือให้รอดตาย, ส่วนผม ได้ไม้ไผ่ที่ยื่นยาวจากริมตลิ่ง ยื่นมาให้คว้า เพื่อลากเข้าฝั่ง
รอดตายทั้งคู่
..จากนั้นในระยะเวลาสองสัปดาห์ ชาวบ้านแถวนั้นเอาไปคุยกันต่อๆกันมาจนถึงหูอาจารย์->โดนเรียกผู้ปกครอง->มอบโล่ห์ให้ผู้ใหญ่บ้านที่พายเรือมาช่วย+ประจานให้คนทั้งโรงเรียนได้เห็นเด็กชายเห่ยๆสองคนที่จมน้ำ ให้ถูกล้อไปเป็นเดือน….
 
ภายหลังถามไอ้พีท มันบอกมันตกใจที่กระโดดน้ำกลางคลองแล้วเท้าไม่ถึงพื้น ยิ่งพยามเหยียบพื้นก็ยิ่งจม-ยิ่งตกใจ-ยิ่งตกใจก็ยิ่งพยายามเหยียบพื้น วนเวียนจนเกิดการจมน้ำ
ทั้งๆที่มันว่ายน้ำได้ในระดับเซียนกว่าเราแท้ๆ แต่เพราะว่าความตกใจนี่เอง ทำให้เกิดสติแตกขึ้นมาจนเกือบจมน้ำเสียชีวิต…
และอีกอย่างหนึ่งที่มันเล่าให้ฟัง มันบอกว่า ตอนนั้นมันสำลักน้ำหมดแรงคิดว่าตายแน่แล้ว ได้มึงเนี่ยแหละช่วยให้กูได้หายใจต่อชีวิตอีกเฮือกนึง ได้ฟังแล้วถึงกับอึ้งปนอาย พลางนึกว่าเรานี่มันเห่ยโดยแท้ จะไปช่วยเค้าเสือกตะคริวกินจนไปด้วยกัน ไม่ต้องมาชมหรือติดบุญคุณอะไรกันเลย สิ่งที่ทำได้ก็เท่าที่ทำไปนั่นแหละ
เอาไว้ถ้ากูกระโจนลงไปช่วยแล้วลากมึงขึ้นฝั่งได้อย่างเทพ ตอนนั้นค่อยมาชมกันดีกว่า😀
 
 
[ ภ า ย ห ลั ง ]
 
ในคืนแรกที่หัวถึงหมอนหลังจากเกิดเหตุการณ์ ในใจพลางคิดหาคำตอบของเหตุการณ์ทั้งหมด
 
— ตระหนักว่า "สติ" ของคนเรามีผลยิ่งกว่าทุกสิ่ง, ภายใต้เหตุการณ์เฉียดตาย เวลาจะดำเนินอย่างเชื่องช้าพอให้เราได้คิด นั่นเพราะเรามี "สติ-รู้ตัว", เป็นธรรมะที่รู้ได้ด้วยประสพการณ์จริง โดยไม่มีใครสอน
 
— ตระหนักว่า "การเตรียมพร้อม", "การจำลองเหตุการณ์" และ "การทดลองทำเรื่องไร้สาระในหลายๆเรื่อง" บางครั้งดูเหมือนว่าจะไม่ได้ใช้ แต่เมื่อถึงเวลา เราจะนึกถึงมันได้อย่างอัตโนมัติ, ไม่น่าเชื่อว่า เด็กชายคนนึงที่ลอยคอเล่นๆในสระน้ำพลางคิดว่า นี่คือวิธีเอาตัวรอดตอนเรือแตก กลับช่วยชีวิตเค้าได้
 
ซึ่งสองข้อที่กล่าวข้างต้น ดำรงอยู่ในตัวผมมาจวบจนทุกวันนี้
แต่มีอยู่ข้อหนึ่ง เป็นคำถามที่ผมแทบจะลืมมันไปจากหัวใจตั้งแต่ในคืนวันนั้น
 
"ทำไมผมถึงว่ายออกไปหวังจะช่วยเพื่อน ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย"
 
…คำตอบในคืนนั้น ตอบอย่างไร้เดียงสาต่อโลก, เป็นคำตอบง่ายๆที่ไม่ได้ปรุงแต่งอะไรเลย คำตอบมีเพียงแค่ว่า
 
"เราไม่ช่วย แล้วใครจะช่วยมันวะ"..
 
ไม่มีการคิดถึงบุญคุณ ไม่มีการคิดถึงเรื่องราวในอดีต ไม่มีการหวังเอาหน้า ไม่ได้อยากเป็นฮีโร่
ทุกอย่างถูกคิด และตัดสินใจภายในเสี้ยววินาที
แค่ไม่อยากให้เพื่อนตายโดยไม่มีใครช่วย และไม่ได้หวังว่าเราจะต้องตายจากการไปช่วยมัน
ทุกอย่างจบอยู่ตรงแค่ว่ายกระโจนออกไปหาเพื่อน…
 
 
[ 14 ปี ต่อมาจากวันนั้น ]
 
…เหตุการณ์ในวัยเด็กเป็นเหมือนเรื่องเหลือเชื่อทุกๆครั้งที่นึกถึง…
14 ปีผ่านมา, ชีวิตได้เจอเรื่องราวต่างๆอีกมากมาย, ดีเลวคละเคล้ากันไป
จิตใจบริสุทธิ์สดใสในวัยเด็กต้องเติบโตอย่างทรหดอดทนผ่านมรสุมเมฆหมอกสีเทาของชีวิตสังคมเมือง…
 
…คำถามที่อยากถามตัวเองในตอนนี้ นั่นคือถ้าเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมในเวลาปัจจุบัน
ตัวผม…จ ะ ก ร ะ โ จ น ว่ า ย เ ข้ า ไ ป ห า โ ด ย ไ ม่ ยั้ ง…เหมือนเด็กชายคนนั้นเมื่อ 14 ปีก่อนหรือเปล่า
.
.
เด็กคนนั้นเป็นเหมือนฮีโร่ของผม เค้าไม่ได้เก่งกาจ เค้าไม่อยากเป็นฮีโร่หรืออยากโด่งดังอะไร ไม่ได้หวังบุญคุณจากสิ่งไหน
ช่วงเวลาในชีวิตช่วงนั้น เค้าแค่อยากและพร้อมที่ช่วยเพื่อนด้วยทุกสิ่งที่เค้าพึงกระทำได้ ด้วยกำลังเท่าที่เค้ามี
.
.
.
เค้าเป็นฮีโร่ของผม…..ที่หายไป…
.
.
.
This entry was posted in Life. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s